.webp)
เช้าวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผู้บริหารระดับสูงจาก CP Group ได้เข้าร่วมวงเสวนาพิเศษกับผู้นำด้าน AI จากองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดขององค์กรยุคนี้ นั่นคือ จะทำอย่างไรให้ AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง และสามารถขยายการใช้งาน (Scale) ได้ในระดับองค์กร
AI Leaders Circle: Bangkok Edition for CP Group เป็นเวที Executive Roundtable ที่จัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารจากหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ได้ร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญจาก Amity Solutions, AWS, Google, OpenAI และ BCG ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง ความท้าทาย และแนวทางการขับเคลื่อน AI ภายในองค์กรขนาดใหญ่
มากกว่าการบรรยายหรือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ งานนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับการสนทนาอย่างตรงไปตรงมา ระหว่างผู้ที่กำลังลงมือขับเคลื่อน AI ในองค์กรจริง
ภายในงานมีผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำระดับโลกเข้าร่วม ได้แก่
นอกจากผู้ร่วมเสวนาแล้ว ภายในงานยังมีผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจภายใต้ CP Group เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างใกล้ชิด ทำให้งานครั้งนี้เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงระหว่างผู้นำด้าน AI ระดับโลกกับผู้บริหารจากหนึ่งในองค์กรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เพื่อร่วมกันค้นหาคำตอบว่า องค์กรจะนำ AI ไปสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างไรในระยะยาว
ตลอดหนึ่งชั่วโมงของการสนทนา ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ภาพรวมของการเปลี่ยนผ่านสู่ AI-first Organization ไปจนถึงแนวทางการสร้าง AI ที่สามารถทำงานร่วมกับคนได้จริงในองค์กร โดยเนื้อหาถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก
Benjamin Fingerle จาก BCG เปิดเวทีด้วยข้อสังเกตที่ชวนให้ผู้บริหารทุกคนต้องกลับมาคิดใหม่ว่า แม้ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่จะเริ่มต้นเส้นทางการนำ AI มาใช้งานแล้ว แต่มีเพียงไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่สามารถต่อยอด AI ให้สร้างคุณค่าทางธุรกิจได้จริงในระดับองค์กร
สำหรับผู้นำในวันนี้ AI ไม่ใช่เพียงโครงการด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำในยุคนี้
อ้างอิงจากงานวิจัยของ BCG เขาอธิบายว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เพียงแค่นำ AI มาเพิ่มในขั้นตอนการทำงานเดิม แต่เลือกที่จะ ออกแบบวิธีการทำงานใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ
สิ่งที่สร้างความแตกต่างจึงไม่ใช่ตัวโมเดล AI หรือเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า แต่คือ วิสัยทัศน์ของผู้นำ การลงทุนกับคนและกระบวนการทำงาน รวมถึงความกล้าที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานแบบเดิม
Benjamin ยังชี้ให้เห็นถึงการมาถึงของ Agentic AI ซึ่งจะพัฒนา AI จากผู้ช่วยที่รอรับคำสั่ง ไปสู่ผู้ช่วยที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำงานร่วมกับมนุษย์ได้มากขึ้น
ท้ายที่สุด เขาฝากข้อคิดสำคัญว่า การ Scale AI ให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องของการเลือกใช้โมเดลที่ดีที่สุดหรือซื้อเครื่องมือใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการตัดสินใจที่กล้าพอ การวาง Governance ที่แข็งแรง และความมุ่งมั่นในระยะยาวของผู้นำองค์กร
หลังจากปูภาพรวมของการเปลี่ยนผ่านสู่ AI-first Organization แล้ว บทสนทนาในช่วง Panel Discussion ก็พาผู้เข้าร่วมลงลึกไปอีกขั้น ด้วยคำถามสำคัญที่หลายองค์กรกำลังมองหาคำตอบเดียวกัน
"อะไรคือสิ่งที่ทำให้องค์กรสามารถ Scale AI ได้สำเร็จ?"
แม้ผู้ร่วมเสวนาจะมาจากทั้ง Amity Solutions, AWS, Google, OpenAI และ BCG แต่มุมมองหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ AI กำลังเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือ (Tool) ไปสู่เพื่อนร่วมงาน (Teammate) ที่ไม่ได้แค่รอรับคำสั่ง แต่สามารถวางแผน วิเคราะห์ และลงมือทำงานร่วมกับมนุษย์ได้
Rafael Scislowski จาก Google อธิบายว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Agentic Workflows ที่ AI หลายตัวสามารถทำงานร่วมกันเพื่อจัดการงานที่ซับซ้อน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร อีเมล และแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไปจนถึงการสังเคราะห์ข้อมูลและดำเนินงานแทนมนุษย์
"We're starting to see tasks that used to take three or four hours with two people reduced to 30 seconds."
ด้าน Jon Sugihara จาก OpenAI มองว่า ศักยภาพที่แท้จริงของ AI ไม่ได้อยู่ที่การเขียนโค้ดให้เร็วขึ้น แต่อยู่ที่การช่วยวางแผนตั้งแต่ต้นทาง เพราะเมื่อ AI เข้าใจเป้าหมายและบริบทได้ดี ก็สามารถทำงานต่อได้อย่างอัตโนมัติมากขึ้น
"If you drive better planning up front, it can do a lot more zero-shot autonomous building on its own."
ขณะที่คุณณัฐพล ไกรสิงขร จาก Amity Solutions ชวนทุกคนกลับมามองในมุมของผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยชี้ว่า AI จะสร้างคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อองค์กรยอม ออกแบบ Workflow ใหม่ แทนที่จะเพียงนำ AI ไปเพิ่มในกระบวนการเดิม
เขายกตัวอย่าง AI สำหรับ Contact Center ที่สามารถลดต้นทุนการให้บริการได้สูงถึง 80% พร้อมรักษาระดับความพึงพอใจของลูกค้าไว้ได้ หากองค์กรสามารถออกแบบการทำงานร่วมกันระหว่างคนและ AI ได้อย่างเหมาะสม
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ ความเชื่อที่ว่าองค์กรต้องมีข้อมูลที่สมบูรณ์ก่อนจึงจะเริ่มใช้ AI ได้ ซึ่งผู้ร่วมเสวนาหลายคนเห็นตรงกันว่า การรอข้อมูลที่สมบูรณ์แบบอาจทำให้องค์กรเสียโอกาส เพราะ AI เองก็สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลไปพร้อมกับการใช้งานจริงได้
Jon ยังฝากมุมมองที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่เคยทดลองใช้ AI แล้วไม่ประสบความสำเร็จ
"Try it again. The technology moves so fast that if something failed yesterday, it might actually work today."
ด้าน Michael Armentano จาก AWS ย้ำว่า AI ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
"AI is not meant to replace humans, but humans with AI will replace humans without AI."
เมื่อพูดถึงอนาคต ผู้ร่วมเสวนามองตรงกันว่า AI จะไม่ได้เป็นเพียงอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่เราต้องเปิดใช้งาน แต่จะกลายเป็นผู้ช่วยที่เข้าใจบริบท จดจำข้อมูล และจัดการงานต่าง ๆ ได้ล่วงหน้า
Rafael ยกตัวอย่างภาพอนาคตที่หลายคนอยากเห็นว่า
"I'd like to never have to do those life admin tasks again. Just give me a summary of the five things you've already handled."
ตลอดการสนทนา ข้อสรุปหนึ่งที่ชัดเจนคือ AI รุ่นถัดไปจะไม่ได้มีหน้าที่เพียงตอบคำถาม แต่จะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจธุรกิจ รู้บริบทของผู้ใช้งาน และช่วยให้คนสามารถโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม
ปิดท้ายช่วงเช้า คุณณัฐพล ไกรสิงขร จาก Amity Solutions พาผู้เข้าร่วมงานเปลี่ยนจากการพูดถึงแนวคิด มาสู่การสาธิตการใช้งานจริงผ่าน Mity ผู้ช่วย AI ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับพนักงานภายในองค์กร และฝังตัวอยู่ใน Workflow ที่ใช้งานอยู่ทุกวัน
การสาธิตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นภาพเดียวกับที่ผู้ร่วมเสวนาพูดถึงตลอดทั้งงาน นั่นคือ AI ที่สร้างคุณค่าได้จริง ไม่ใช่ AI ที่เพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ แต่เป็น AI ที่ผสานอยู่ในวิธีการทำงานของผู้คน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น และมีเวลาทุ่มเทกับงานที่สร้างคุณค่ามากกว่าเดิม
เมื่อการพูดคุยระหว่างผู้บริหารสิ้นสุดลง สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ไม่มีใครกำลังมองหา "สูตรสำเร็จ" ของ AI
แม้ผู้ร่วมเสวนาจาก AWS, Google, OpenAI, BCG และ Amity Solutions จะมีมุมมองที่แตกต่างกันตามความเชี่ยวชาญ แต่ทุกคนกลับเห็นตรงกันในประเด็นสำคัญว่า เทคโนโลยี AI พร้อมแล้ว
สิ่งที่องค์กรยังต้องเร่งสร้าง คือ ข้อมูลที่พร้อมใช้งาน กระบวนการทำงานที่ออกแบบใหม่ ผู้นำที่พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และบุคลากรที่สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นั่นจึงเป็นหัวใจของ AI Leaders Circle งานนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อโชว์ศักยภาพของ AI เพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้นำองค์กรได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง ทั้งความสำเร็จ ความท้าทาย และบทเรียนจากการนำ AI ไปใช้ในระดับองค์กร
คำถามสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารทุกคนได้จากงาน อาจไม่ใช่ "AI ทำอะไรได้บ้าง?" แต่เป็น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ชนะในยุค AI อาจไม่ใช่องค์กรที่มีโมเดล AI ที่เก่งที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในทุกวันได้จริง.